วิวสวยๆ

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

งานบทที่4

ข้อที่ 1 สื่อกลางประเภทมีสายแต่ละประเภท มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง จงเปรียบเทียบ
1. สายคู่ตีเกลียว (Twisted-Pair Cable) เป็นสายที่มีราคาถูกที่สุด ประกอบด้วยสายทองแดงที่มีฉนวนหุ้ม 2 เส้น นำมาพันกันเป็นเกลียว จะใช้กันแพร่หลายในระบบโทรศัพท์ ความเร็วในการส่งข้อมูล 10 Mbps ส่งได้ในระยะทาง 1 mile สายคู่ตีเกลียวสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ
1.1 สายคู่ตีเกลียวแบบไม่มีชิลด์ (Unshielded Twisted-Pair : UTP) เป็นสายเคเบิลที่ถูกรบกวนจากภายนอกได้ง่าย แต่ก็มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงและราคาไม่แพง
รูปที่ 1 สายคู่ตีเกลียวแบบไม่มีชิลด์




1.2 สายคู่ตีเกลียวแบบมีชิลด์ (Shielded Twisted-Pair : STP) เป็นสายที่มีปลอกหุ้มอีกรอบเพื่อ ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก จึงทำให้สายเคเบิลชนิดนี้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อในระยะไกลได้มากขึ้น แต่ราคาแพงกว่าแบบ UTP
รูปที่ 2 สายคู่ตีเกลียวแบบมีชิลด์

ข้อดีและข้อเสียของสายคู่ตีเกลียว
ข้อดี
1. ราคาถูก
2. มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
3. ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
1. ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย
2. ระยะทางจำกัด

2. สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) สายโคแอกเชียลเป็นสายสัญญาณอีกแบบหนึ่ง จะประกอบด้วยลวดทองแดงอยู่ตรงกลาง หุ้มด้วยฉนวนพลาสติก 1 ชั้น แล้วจึงหุ้มด้วยทองแดงที่ถักเป็นแผ่น แล้วหุ้มภายนอกอีกชั้นหนึ่งด้วยฉนวน สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัญญาณรบกวนอื่นๆ ใช้ในระบบโทรทัศน์ ความเร็วในการส่งข้อมูล 350 Mbps ส่งได้ในระยะทาง 2-3 mile
รูปที่ 3 สายโคแอกเชียล




ข้อดีและข้อเสียของสายโคแอกเชียล
ข้อดี
1. ราคาถูก
2. มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
3. ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
1. ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย
2. ระยะทางจำกัด


3. สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable) ประกอบด้วยเส้นใยที่ทำมาจากใยแก้ว 2 ชนิด ชนิดหนึ่งจะอยู่ที่แกนกลาง ส่วนอีกชนิดหนึ่งอยู่ที่ด้านนอก ซึ่งใยแก้วทั้งสองจะมีดัชนีการสะท้อนแสงต่างกัน ทำให้แสงซึ่งถูกส่งออกมาจากปลายด้านหนึ่งสามารถส่งผ่านไปอีกด้านหนึ่งได้ ใช้สำหรับส่งข้อมูลที่ต้องการความเร็วสูง มีข้อมูลที่ต้องการส่งเป็นจำนวนมาก และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณไฟฟ้ารบกวนมาก ความเร็วในการส่งข้อมูล 1 Gbps ระยะทางในการส่งข้อมูล 20-30 mile
รูปที่ 4 สายใยแก้วนำ






ข้อดีข้อเสียของสายใยแก้วนำแสง
ข้อดี
1. ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง
2. ไม่มีการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า
3. ส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก
ข้อเสีย
1. มีราคาแพงกว่าสายส่งข้อมูลแบบสายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล
2. ต้องใช้ความชำนาญในการติดตั้ง
3. มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูงกว่า สายคู่ตีเกลียวและโคแอกเชียล

ข้อ 2 การนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กร มีประโยชน์อย่างไร
1.       การประยุกต์ใช้ระบบเครือข่ายในองค์กร
ผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ระบบเครือข่ายอย่างมาก คือ หน่วยงานของรัฐ  ตัวอย่างเช่นกรมสรรพากรเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ใช้ระบบเครือข่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียภาษี ระบบการเสียภาษีแบบใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เรียกว่าระบบการกรอกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic filling) ซึ่งจะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถป้อนข้อมูลการเสียภาษีของตนเองผ่านระบบกรอกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โดยผู้เสียภาษีอาจนั่งอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน  ซึ่งข้อมูลที่ป้อนจะส่งผ่านระบบเครือข่ายไปประมวลผลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมสรรพากร การทำงานในระบบนี้ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้อย่างมาก เนื่องจากข้อมูลนั้นถูกป้อนเข้ามาโดยผู้เสียภาษีเอง จึงอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่พร้อมสำหรับประมวลผลได้ทันที และยังมีความถูกต้องสูงมากด้วย นอกจากนี้ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรเองก็สามารถนำระบบการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ร่วมกับระบบทำให้การชำระภาษีและการคืนเงินภาษีส่วนเกินทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

3.หากนำระบบเครือข่ายมาใช้ในองค์กรนักเรียนจะเลือกระบบเครือข่ายแบบใดเพราะอะไร



หากนำเอาระบบเครือข่ายมาใช้จะใช้ระบบSTAR
เพราะเป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป และมีข้อดี ข้อเสียคือ
ข้อดี 
      - การติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีเครื่องใดเกิดความเสียหาย ก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์ กลางสามารถตัดเครื่องที่เสียหายนั้นออกจากการสื่อสาร ในเครือข่ายได้เลย โดยไม่มีผลกระทบกับระบบเครือข่าย
ข้อเสีย 
     - เสียค่าใช้จ่ายมาก ทั้งในด้านของเครื่องที่จะใช้เป็น เครื่องศูนย์กลาง หรือตัว HUB เอง และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสายเคเบิลในเครื่องอื่น ๆ ทุกเครื่อง การขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นทำได้ยาก เพราะการขยายแต่ละครั้ง จะต้องเกี่ยวเนื่องกับเครื่องอื่นๆ ทั้งระบบ 

4. อินเตอร์เน็ตมีข้อดีต่อระบบการศึกษาไทยอย่างไร
ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตเพื่อขยายขอบเขตของมหาวิทยาลัยสู่กลุ่มคนที่ใหญ่ขึ้นได้ van Vught (1997) เชื่อว่า information technology จะเข้ามาช่วยให้การเรียนการสอนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  แต่จะไม่สามารถ เข้ามาแทนที่การมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยได้   โรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะยังคงมีอยู่ในระบบการศึกษาแต่ก็ ยอมรับกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก  จากเดิมที่เป็นห้องเรียนมีผนังล้อมรอบก็จะเป็น school without wall  และเปลี่ยนจากการเรียนการสอนแบบบรรยายในชั้นเรียนมาเป็นแนวการเรียนการสอนแบบกระตุ้นให้เรียน
และค้นคว้าเป็นทีม (stimulate team-based learning)
            ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดของอินเตอร์เน็ตต่อการศึกษา คือการเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การค้นหาข่าวสาร ข้อมูลต่างๆเป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  ปัจจุบัน มี web site ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย  แต่ละ web site ก็ให้ข้อมูลข่าวสารในเรื่องต่างๆ  รูปแบบระบบห้องสมุดก็มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนเป็น digital library ที่มี หนังสือในเรื่องต่างๆเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ให้อ่านและค้นคว้าได้ online   การใช้ email ช่วยให้การติดต่อข่าวสาร ระหว่างนักวิชาการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว  ไม่ล่าช้าเหมือนแต่ก่อน  ช่วยให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง นักวิชาการในสาขาเดียวกันทั่วโลกเป็นไปได้   การเรียนแบบ online ยังช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนได้ตามขีด
ความสามารถของตนเอง  ใครมีความสามารถมากก็เรียนได้เร็วกว่า  นักเรียนที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในห้อง ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้นผ่านการใช้ email หรือ discussion group

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

งานบทที่3

1.ขั้นตอนการประมวลผลด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์
การประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. การเตรียมข้อมูลเข้า (Input Data)
     คือการเก็บรวบรวมข้อมูลให้พร้อมที่จะทำการจัดเก็บ บันทึก และประมวลผล ซึ่งประกอบไปด้วย
     1.1 การลงรหัส (Coding) คือการใช้รหัสแทนข้อมูล ซึ่งทำให้ข้อมูลอยู่ในรูปที่กระทัดรัดเพื่อสะดวกแก่การประมวลผล รหัสที่ใช้อาจเป็นตัวเลขหรือไม่ใช่ตัวเลขก็ได้
     1.2 การแก้ไข (Editing) คือการตรวจสอบข้อมูล ให้มีความถูกต้อง และเป็นไปได้ (เช่น ข้อมูลอายุ ควรจะอยู่ระหว่าง 0 - 100 ปี เป็นต้น) ก่อนนำไปใช้งาน โดยมีการปรับปรุงแก้ไขเท่าที่จำเป็น
     1.3 การแยกประเภท (Classifying) คือ การจัดประเภทของข้อมูล หรือจำแนกข้อมูลออกเป็นกลุ่มเพื่อสะดวกแก่การนำไปประมวลผล เช่น ร้านค้าย่อย อาจจะจำแนกเป็น ชนิดของสินค้า แผนกที่ขาย ผู้ขาย หรือจำแนกหมวดอื่นๆ ตามที่ผู้จัดร้านเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการดำเนินงาน
     1.4 การแปรสภาพข้อมูล (Transforming) คือ การเปลี่ยนสื่อ หรือตัวกลางที่ใช้บันทึกข้อมูลเพื่อให้อยู่ในรูปที่สามารถนำไปประมวลผลต่อไปได้ เช่น การเจาะข้อมูลลงบนบัตร เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถรับไปประมวลผลได้
2. การประมวลผล (Processing)
ได้แก่ วิธีการจัดการกับข้อมูล ซึ่งอาจเป็นการบวก ลบ คูณ หาร หรือการคำนวณ และเปรียบเทียบลักษณะต่างๆ ที่กำหนดไว้
3. การนำเสนอข้อมูล (Output)
คือ การเอาผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาแสดงให้ผู้อื่นทราบ อาจจะแสดงไว้ในรูปรายงาน ตาราง หรือแบบใดก็ได้ที่สามารถนำเสนอให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย
     3.1 การสรุปผล (Summarizing) คือการนำเอาข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่มากลั่นกรอง และย่อลงให้เหลือเฉพาะส่วนที่จำเป็น เพื่อที่จะนำไปปฏิบัติให้คล่องตัว และใช้ประกอบการตัดสินใจ
     3.2 การเก็บข้อมูล (Storing) เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลต่างๆ ได้อีกในอนาคตจึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ ในระบบคอมพิวเตอร์มักจะบันทึกลงเทปแม่เหล็กหรือจานแม่เหล็ก
     3.3 การค้นหาและการเรียกใช้ข้อมูล (Searching and Retrieving) คือ การค้นหาข้อมูลในแฟ้มข้อมูล และเรียกข้อมูลนั้นกลับมาใช้งาน (เช่นนำข้อมูลกลับมาแก้ไข ปรับปรุง)
     3.4 การทำสำเนาข้อมูล (Reproduction) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบที่ได้มาใหม่ หรือข้อมูลจากการประมวลผล ในบางครั้งต้องการข้อมูลหลายชุด จึงจำเป็นต้องมีการสำเนาข้อมูลออกมาใช้หลายๆ ชุด
โครงสร้างข้อมูล.(Data Structure)
2.จงเรียงลำดับโครงสร้างข้อมูลจากเล็กไปใหญ่
ในการนำข้อมูลไปใช้นั้น เรามีระดับโครงสร้างของข้อมูลดังนี้
- บิต (Bit) คือ ข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและนำไปใช้ งานได้ ซึ่งได้แก่ เลข 0 หรือ เลข 1 เท่านั้น
- ไบต์ (Byte) หรือ อักขระ (Character) ได้แก่ ตัวเลข หรือ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, …, 9, A, B, …, Z และเครื่องหมายต่างๆ ซึ่ง 1 ไบต์จะเท่ากับ 8 บิต หรือ ตัวอักขระ 1 ตัว เป็นต้น
- ฟิลด์ (Field) ได้แก่ ไบต์ หรือ อักขระตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปรวมกันเป็นฟิลด์ เช่น เลขประจำตัว(ID) ชื่อพนักงาน(name) เป็นต้น
- เรคคอร์ด (Record) ได้แก่ ฟิลด์ตั้งแต่ 1 ฟิลด์ ขึ้นไป ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องรวมกันเป็นเรคคอร์ด เช่น ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัว ยอดขาย ข้อมูลของพนักงาน 1 คน เป็น 1 เรคคอร์ด
- ไฟล์ (Files) หรือ แฟ้มข้อมูล ได้แก่ เรคคอร์ดหลายๆ เรคคอร์ดรวมกัน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น ข้อมูลของประวัติพนักงานแต่ละคนรวมกันทั้งหมด เป็นไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับประวัติพนักงานของบริษัท เป็นต้น
- ฐานข้อมูล (Database) คือ การเก็บรวบรวมไฟล์ข้อมูลหลายๆ ไฟล์ที่เกี่ยวข้องกันมารวมเข้าด้วยกัน เช่น ไฟล์ข้อมูลของแผนกต่างๆ มารวมกัน เป็นฐานข้อมูลของบริษัท เป็นต้น
3.หากนำเอาระบบฐานข้อมูลมาใช้ในหน่วยงานที่นักศึกษาทำอยู่ สามารถมีแฟ้มข้อมูลใดบ้าง และระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างไร
ดิฉันทำงานอยู่แผนกพัสดุ  ถ้านำเอาระบบฐานข้อมูลไปใช้ในองค์กรที่ดิฉันทำงานอยู่นั้นก็จะทำให้มีแฟ้มในงานพัสดุคือ   1.แฟ้มประเภทพัสดุ  2.แฟ้มใบเบิกพัสดุแต่ละแผนกที่แต่ละแผนกเบิกไป 3.แฟ้มสั่งซื้อพัสดุ
ระบบฐานข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อองค์กรคือสามารถคีย์ข้อมูลลงไปในระบบว่ามีแผนกไหนเบิกพัสดุอะไรไปเท่าไรและเหลือเท่าไร วัสดุประเภทอะไร โดยไม่ต้องนั่งเขียนว่าเข้าเบิกพัสดุอันไหนไป เหลือเท่าไร จะหมดหรือยัง จะต้องสั่งซื้อได้เมื่อไร เมื่อเราใช้ระบบนี้เราก็ไม่ต้องค่อยเปิดแฟ้มแต่ละแผนกแล้วเขียนว่าเข้าเบิกอะไรไปเท่าแล้วต้องมานั่งคิดอีกว่าเหลือเท่าไร ถ้าเราใช้ระบบนี้เราก็คีย์ข้อมูลเข้าไปอย่างเดียว แล้วก็จะประมวลผลออกมาให้เราเสร็จเรียบร้อย
4.จงอธิบายความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลแบบแบซและแบบเรียลไทม์
4.2.1  การประมวลผลข้อมูล (Data Processing)  การประมวลผลข้อมูลสามารถทำได้ 2 วิธี คือ
4.2.1.1  การประมวลผลแบบแบตซ์  (Batch  Processing)   คือการประมวลผลข้อมูลที่ได้ทำการเก็บรวบรวมไว้เป็นชุดข้อมูล  แล้วจึงนำส่งข้อมูลเหล่านั้นไปทำการประมวลผลข้อมูลพร้อมกันทั้งหมด  ทีเดียวซึ่งระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้เพื่อรอการประมวลผล  อาจจะเป็นรายวัน  รายสัปดาห์  รายเดือน  หรือรายปี  เป็นต้น  เช่นการประมวลผลการเสียภาษีประจำปี   การคิดดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร
4.2.1.2  การประมวลผลแบบเรียลไทม์  (Real - Time Processing)  คือ  การประมวลผลทันทีทุกครั้งที่มีการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ  บางทีอาจจะเรียกว่า  การประมวลผลแบบ  Transaction  Processing   เช่น  ระบบเงินฝาก  -  ถอนเงินด้วย  ATM  ของธนาคาร  ระบบสำรองที่นั่งในเครื่องบิน  ระบบการตัดยอดสินค้าคงคลังทุกครั้งที่มีการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า  เป็นต้น
การประมวลผลข้อมูลทั้งสองวิธีขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานของระบบว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่จะต้องทำการประมวลผลทันทีหรือสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เป็นกลุ่มก่อนแล้วจึงทำการประมวลผลพร้อมกันทีเดียว  เช่น  การประมวลผลการเสียภาษี  จะทำการประมวลผล  1  ปีต่อครั้ง  เนื่องจากการคิดภาษีเป็นการคิดจากรายได้ตลอดปี  แต่การตัดยอดบัญชีเงินฝากของลูกค้าจำเป็นที่จะต้องทำการประมวลผลทันทีทุกครั้งที่มีการฝากหรือถอนเงิน  ทั้งนี้เพื่อทราบยอดคงเหลือที่ลูกค้ามีอยู่    ปัจจุบัน  เป็นต้น





วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์


1.จงอธิบายความหมาย พร้อมยกตัวอย่างของคำต่อไปนี้

ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามคุณลักษณะของ องค์ประกอบพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ดังนี้
1) หน่วยรับเข้า  ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูล เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอาจส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลโดยตรง เช่น เมาส์ , แผงแป้นอักขระ, ปากกาแสง, ก้านควบคุม ฯลฯ หรือส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลทางอ้อม เช่น เครื่องขับ, แผ่นบันทึก , เครื่องขับเทปแม่เหล็ก เป็นต้น
2) หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ไมโครโพรเซสเซอร์ ของไมโครคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่นำคำสั่งและข้อมูล เก็บไว้ในหน่วยความจำมาแปลความหมาย และ กระทำตามคำสั่งพื้นฐานของไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งแทนได้ด้วยรหัสเลขฐานสอง ซึ่งประกอบด้วย หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณและหน่วยตรรกะ
3) หน่วยส่งออก หรือหน่วยแสดงผล ซึ่งประกอบด้วย จอภาพ (Monitor) ลำโพง (Speaker) และเครื่องพิมพ์ (Printer)



2. Software
ความหมายของซอฟต์แวร์
             ซอฟต์แวร์ คือ ชุดคำสั่งที่สั่งงานคอมพิวเตอร์เป็นลำดับขั้นตอนของการทำงาน ชุดคำสั่งเหล่านี้ได้จัดเตรียมไว้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์อ่านชุดคำสั่งแล้วทำงานตาม ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์จัดทำขึ้น และคอมพิวเตอร์จะทำงานตามคุณลักษณะของซอฟต์แวร์ที่วางไว้แล้วเท่านั้น
       ชนิดของซอฟต์แวร์แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ คือ
ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software) 

ตัวอย่าง เช่น


3.People ware
บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทํางานด้านคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างของ Peopleware ได้แก่
-นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programmer)
-นักวิเคราะห์ระบบ (System Annalist)
-วิศวกรระบบ (System Engineer)
-ผู้ใช้งาน (User)
4.Data
     หมายถึง    
 1. ในการคำนวณ ข้อมูล (data) เป็นสารสนเทศ (information) ที่สามารถแปลเป็นรูปแบบที่สะดวกในการเคลื่อนย้าย หรือประมวลผล สัมพัทธ์กับคอมพิวเตอร์ และตัวกลางในการส่งผ่านข้อมูล เป็นสารสนเทศที่แปลงเป็นรูปแบบ binary หรือ ดิจิตอล
2. ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ติดต่อภายในหรือ การสื่อสารผ่านเครือข่าย ข้อมูลมักจะแยกจาก "control information", "control bits" และคำที่คล้ายกันในการชี้หน่วยการส่งเนื้อหาหลัก
               3. ในด้านโทรคมนาคม ข้อมูลบางครั้งหมายถึง สารสนเทศ ของรหัสแบบดิจิตอล ที่แยกจากสารสนเทศของรหัสแบบอะนาล็อก เช่น โทรศัพท์แบบดั้งเดิม โดยทั่วไป อะนาล๊อก หรือเสียง ( voice) มีการส่งผ่านที่ต้องการ การติดต่อที่ต่อเนื่อง สำหรับการกำหนดเวลาของชุดการส่งที่สัมพันธ์กัน การส่งผ่านข้อมูล สามารถส่งด้วยการติดต่อแบบเป็นช่วงในรูปของแพ็คเกต
           4. โดยทั่วไป และในวิทยาศาสตร์ ข้อมูลหมายถึง ตัวของข้อเท็จจริง
data ที่มีจากภาษา ลาติน ซึ่ง data เป็นรูปพหูพจน์ของ "datum" โดยการใช้รูปพหูพจน์ "data" แต่การใช้ "datum" พบน้อยมาก และมีการใช้ "data" ในความหมายเอกพจน์
ตัวอย่าง เช่น

5.information
Information .คือ อะไร?

สรุป ได้ว่า สารสนเทศ คือ "ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์" หรือ "ข้อมูลที่ผ่านการเรียกข้อมูล , การวิเคราะห์ , การเก็บข้อมูล ,การนำเสนอ จนได้ออกมาเป็น รายงาน , แฟ้มข้อมูลใหม่ หรือภาพกราฟฟิก"

2.การนำ hardware,software , peopleware,kและ h.oihkovkski มาใช้ในร้านอาหาร
คุณสมบัติของโปรแกรมร้านอาหาร โดยใช้ My Restaurant 2.0


  1. การสั่งอาหารทำได้ง่ายโดยใช้การค้นหาแบบคีย์ลัด (Quick Search: PageDown, Shift and KeyWord)  หรือ บันทึกรหัสอาหาร
   2. การทำงานประจำวัน : รองรับจองโต๊ะ  การพักบิล  ยกเลิกอาหาร  เช็กบิลด่วน  ย้ายโต๊ะ  รวมโต๊ะ  แยกกันจ่าย
    3. การเช็คบิลสามารถกำหนดส่วนลดพิเศษได้ 2 แบบ คือ ลดด้วยจำนวนเงินเป็นบาท เช่น ค่าอาหาร 1,000 ลดให้ 135 บาท และ ลดด้วยกำหนดเปอร์เซ็นต์ เช่น ค่าอาหาร 1,000 ลดให้ 20 %  , 35 %
    4. การเช็คบิลสามารถเลือกให้กำหนดเปอร์เซ็นต์ลดให้อัตโนมัติได้สำหรับลูกค้าทั่วไป และสมาชิก เช่น ลูกค้าทั่วไปลดค่าอาหารให้ทันที 10% แต่สมาชิกลด 15% ซึ่งปรับเปลี่ยนตัวเลขเปอร์เซ็นต์ได้ตามนโยบายร้าน
    5. รองรับการบันทึกจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการในโต๊ะนั้นๆ เืพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล
    6. การพิมพ์บิล เลือกพิมพ์ออกจอภาพเพื่อตรวจสอบก่อนพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ได้
    7. บิล สามารถพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ (Slip Printer)สำหรับร้านที่มีความถี่ในการพิมพ์บิลสูง ซึ่งจะมีข้อจำกัดในเรื่องชื่อเมนูอาหารที่ไม่ควรยาวมากนัก  ส่วนเครื่องพิมพ์หัวเข็ม (Dot Matrix Printer)  สำหรับร้านที่มีความถี่ในการพิมพ์บิลไม่มาก  จะทำให้ใช้ชื่อเมนูอาหารที่ยาวได้ และดีสำหรับลูกค้าสูงอายุเพราะลูกค้ามองเห็นได้ชัดเจน
    8. การรับเงินค่าอาหารเครื่องดื่ม  รองรับการรับชำระปกติได้ 5 รูปแบบ 1)เงินสด 2)บัตรเครดิต 3)ค้างชำระ 4)ฟรี 5)เครดิตพนักงาน/ผู้บริหาร   และผสมผสาน เช่น จ่ายด้วยเงินสด+บัตรเครดิต  จ่ายด้วยเงินสด+ฟรี เป็นต้น ในส่วนการรับเงินแบบเงินสด  มีหน้าจอช่วยคำนวนเงินทอนให้
    9. รองรับโต๊ะอาหารไม่จำกัดจำนวน  และ สามารถเปลี่ยนชื่อโต๊ะได้ เช่น โต๊ะที่ 57 เป็น Q4 หรือ เจ๊แดง หรือ VIP
   10.  เชื่อมต่อการทำงานของแคชเชียร์ได้ 24 จุดทำงาน ทำให้ร้านสามารถวางจุดแคชเชียร์ไว้ในที่ต่างๆ ได้โดยสะดวก
    11. สินค้าคงคลัง หรือ สต๊อกสินค้า  รองรับสำหรับสินค้าที่ "ซื้อมาแบบไหนก็ขายแบบนั้น" เช่น เหล้า เบียร์ บุหรี่เป็นต้น โดยระบบจะตัดสต๊อกทันทีที่่มีการขายออกไป หรือ เพิ่มเข้าในสต๊อกเมื่อบันทึกใบรับของ (ใบซื้อสินค้า)  สามารถตรวจสต๊อกสินค้าได้ทันทีทั้งแบบตรวจทั้งหมด หรือ สุ่มตรวจเฉพาะสินค้า
   12. ยังไม่รองรับการตัดสต๊อกวัตถุดิบในครัว (Cost Control) แต่จะเพิ่มเิติมในรุ่นถัดไป โดยในรุ่นปัจจุบันนี้จะมีรายงานการขาย และรายงานค่าใช้จ่าย  สำหรับเปรียบเทียบให้เห็นภาพโดยรวม และโดยละเอียดได้
    13. การวิเคราะห์ข้อมูล โดยรายงานสำคัญต่างๆ เช่น การขาย ค่าใช้จ่าย ลูกหนี้ การจัดอันดับ  เป็นต้น
   14. ตรวจสอบการทำงานแคชเชียร์ โดย "รายงานตรวจสอบการยกเิลิกอาหาร และพิมพ์บิลซ้ำ" ว่า มีการทุจริตหรือไม่
    15. มีระบบรักษาความปลอดภัยในการใช้งานและกำหนดสิทธิ์ทำงานผ่านการใส่ชื่อผู้ใช้งาน พร้อมรหัสผ่าน
    16. สำหรับร้านที่มีลูกค้าข้าราชการ หรือ พนักงานบริษัท ที่ต้องการใบกำกับภาษี  ระบบจะบันทึกชื่อ ที่อยู่ให้เพื่อเลือกใช้ได้ทันทีหลังจากได้พิมพ์ให้ครั้งแรก   ทำให้เกิดความรวดเร็วในการบริการ
    17. สำหรับร้านที่มีระบบคอมมิชชั่น   จำเป็นต้องให้รายละเอียดก่อนว่า จะกำหนดวิธีการให้ค่าคอมแบบไหน เช่น ร้าน ก. ให้ค่าคอมจากโซดาขวดละ 10 สตางค์   ร้าน ข. ให้ค่าคอมจากค่าอาหาร 1 %  ร้าน ค.ให้ค่าคอมจากดริ้งค์แบบขั้นบันได

3.ให้นักศึกษาแสดงข้อมูล จำนวนหนึ่งชุด พร้อมทั้งแสดงในระบบสาระสนเทศ          
ข้อมูลของยอดขายเครื่องถ่ายเอกสารใน 4 ไตรมาส
1.ไตรมาสที่ 1 มียอดขาย 1500 เครื่อง
2.ไตรมาสที่ 1 มียอดขาย 500 เครื่อง
3.ไตรมาสที่ 1 มียอดขาย 260 เครื่อง
4.ไตรมาสที่ 1 มียอดขาย 240 เครื่อง